อาการเส้นเลือดในสมองตีบ จะถือเป็นอาการที่หลาย ๆ คนกังวลเป็นอย่างมาก แถมเราทุกคนยังมีความเสี่ยงเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบได้ทั้งสิ้น อย่างเช่น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง มีไขมันในเลือดสูง มีภาวะเบาหวาน มีภาวะน้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวน รวมทั้งกรรมพันธุ์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในส่วนนี้เราจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดี และสังเกตตัวเองอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเส้นเลือดในสมองตีบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เส้นเลือดในสมองตีบ มีลักษณะอย่างไร
โดยปกติแล้วสมองจะต้องคอยรับน้ำตาล และออกซิเจนจากเลือดที่ไหลเวียนมาจากหลอดเลือดสมอง เพื่อให้สมองของเราสามารถทำงานได้ แต่หากหลอดเลือดสมองเกิดการหดตัว หรืออุดตัน ทางการแพทย์จะเรียกอาการนี้ว่า “ภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ” เลือดที่ควรไหลเวียนไปเลี้ยงสมองจะไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างปกติ และเมื่อสมองมีเลือดไปเลี้ยงที่ไม่เพียงพอ สมองจะเริ่มหยุดทำงาน และส่งผลให้ร่างกายของผู้ป่วยเกิดภาวะเตือน
ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโรคเส้นเลือดในสมองตีบบางคนอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ อย่างเช่น เซลล์สมองตาย สมองได้รับความเสียหายถาวร หรืออาจจะอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้นเราจำเป็นต้องเรียนรู้อาการเส้นเลือดสมองตีบ เพื่อรู้เท่าทันได้มากที่สุด เพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
รู้เท่าทันอาการเส้นเลือดในสมองตีบ มีอาการอย่างไรบ้าง
ทุกคนรู้หรือไม่ว่าสมองของเราจะมีหลายส่วน ในแต่ละส่วนจะมีหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกันออกไป โดยในส่วนของอาการเส้นเลือดสมองตีบนั้น อาจจะมีอาการที่แตกต่างออกไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับส่วนของสมองที่ขาดเลือด อย่างไรก็ตามเรามาดูกันเลยว่า อาการเส้นเลือดสมองตีบจะมีอาการอย่างไรบ้าง
- อาการทางดวงตา อย่างเข่น มองเห็นภาพเบลอ ภาพซ้อน หรือดวงตาข้างหนึ่งมองไม่เห็น
- รู้สึกชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกาย
- เดินเซ มีความรู้สึกเดินลำบาก
- ใบหน้าข้างใดข้างหนึ่งย้อย
- เวียนหัวรุนแรง มีความรู้สึกคล้ายบ้านหมุน
- พูดลำบาก หรือบางคนอาจจะไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำได้
- ปวดหรือตึงบริเวณลำคอ
- ปวดหัวขั้นรุนแรง รู้สึกคล้ายจะเป็นลมหรือหมดสติ
ทั้งนี้อาการเส้นเลือดในสมองตีบ จะเป็นภาวะที่อาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงเวลา 60 นาทีหลังจากเกิดอาการ เพราะยิ่งผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษารวดเร็วเท่าไหร่ ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนก็จะยิ่งลดลงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นในส่วนนี้เราจำเป็นต้องดูแลสุขภาพ บวกกับการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากร่างกายเกิดความผิดปกติให้รีบเข้าพบแพทย์โดยด่วน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง